พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๒๓ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๒ ค่ำเดือนยี่ ปีมะโรง ถ้าจะนับตามลำดับแล้ว ทรงเป็นพระราชโอรส องค์ที่ ๒๙ ของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง แต่ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ ๑ ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
๑. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงพาหุรัดมณีมัย ประไพพรรณพิจิตรนริศราชกุมารี
๒. สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (รัชกาลที่ ๖)
๓. สมเด็จเจ้าฟ้าตรีเพชรรุตม์ธำรงฯ
๔. สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงศ์ภูวนาถ
๕. สมเด็จเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์
๖. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง สิ้นพระชนม์ยังพระเยาว์
๗. สมเด็จเจ้าฟ้าอัษฏางค์เดชาวุธ
๘. สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก
๙.สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดช (รัชกาลที่ ๗)
ทรงเปี่ยมน้ำพระทัย เมื่อทรงพระเยาว์นั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธได้รับการถวายพระอักษรจากครู ที่บรมพระชนกนาถทรงเลือกให้ โดยในด้านภาษาอังกฤษนั้น ทรงมีนายโรเบริต์ มอแรนต์ (Robert Morant) เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ แล้วจึงได้เสด็จเข้าศึกษาในโรงเรียนราชกุมารในเขตพระบรมมหาราชวัง เมื่อทรงมีพระชนมายุ ๑๐ พรรษา ต่อจากนั้นได้ทรงศึกษาต่อในทวีปยุโรปเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ ตั้งแต่พระชนมายุ ๑๔ พรรษาเพราะสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษายังต่างประเทศ ทรงส่งพระราชโอรสไปทรงศึกษาต่อ เพื่อมีพระราชประสงค์ให้กลับมาเป็นกำลังสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน ให้รุ่งเรืองรุดหน้าทัดเทียมอารยประเทศ
สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธทรงศึกษาในต่างประเทศนาน ๙ ปี ทรงศึกษาวิชาการทหารที่โรงเรียนนายร้อยแซนด์เฮิร์ท และต่อวิชาพลเรือนในมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ในขณะที่ เจ้าฟ้าชายกำลังทรงเล่าเรียนอย่างมุ่งมั่นอยู่ ณ แดนไกลแสนไกลจากแผ่นดินสยาม สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้าวชิรุณหิศสยามมกุฎราชกุมาร ทิวงคตเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.๒๔๓๗ ราชวงศ์จักรีจึงต้องสถาปนาสยามมกุฎราชกุมารพระองค์ใหม่ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ นั้นทรงเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา เมื่อทิวงคตแล้ว สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงจึงทรงเลือกพระราชโอรส ทางสายสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ซึ่งเป็นพระขนิษฐาแท้ ๆ ของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา และสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีก็ทรงเป็นพระมเหสีชั้นภรรยาเจ้าอีกพระองค์หนึ่ง ซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงให้ถือว่าพระราชโอรสที่ประสูติจากสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาและสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีนั้นเสมือนมีพระราชมารดาเดียวกัน ดังนั้น แทนที่จะทรงจัดลำดับพระราชโอรสพระองค์ถัดไปของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาเพื่อเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชซึ่งก็คือสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช (พระราชบิดาของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙) ก็จึงทรงให้พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ในสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ขึ้นสืบพระราชสันติวงศ์ ซึ่งพระองค์นั้นก็คือ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ กรมขุนเทพทวาราวดี เมื่อทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าสถาปนาขึ้นเป็น พระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารแล้ว พระราชพิธีสถาปนาจึงมีขึ้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ.๒๔๓๗ แล้วจากนั้นจึงมีการอัญเชิญประกาศสถาปนาฐานันดรศักดิ์พร้อมเครื่องราชอิสริยยศ และราชอิสริยาภรณ์ไปถวายสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารเสด็จกลับเมืองไทยแล้ว ก็ได้ทรงเข้ารับราชการทหารในกองทัพบก ทรงได้ดำรงพระยศเป็นนายพลเอก ราชองครักษ์ จเรทหารบก ผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็ก ในยามที่พระบรมชนกนาถเสด็จประพาสยุโรป พระองค์ก็ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทน และในเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๓ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็ทรงเสด็จสวรรคตท่ามกลางความวิปโยคโศกสลดทั่วทั้งแผ่นดินสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารก็ทรงโศกเศร้าเสียพระทัยอย่างยากที่จะพรรณนาได้ ในการสูญเสียพระบรมชนกนาถอย่างกะทันหันนั้น น้ำพระเนตรของเจ้าฟ้าชายชาติทหารถึงกับหลั่งรินมิขาดสาย ที่ว่ากะทันหันนั้นเพราะสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงประชวรแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมามิได้เคยทรุดหนักอย่างที่ภาษาชาวบ้านเราเรียกกันว่า "ล้มหมอนนอนเสื่อ" และครั้งที่ทรงประชวรนั้น ก็มิได้มีผู้ใด ทูลให้พระองค์ทรงทราบ พระองค์เพิ่งได้ทรงทราบและถูกเชิญเสด็จมาเฝ้าพระอาการของพระบรมชนกนาถก็ในคืนที่พระอาการทรงเพียบหนักเกินเยียวยาแล้ว เมื่อเสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๖ สืบต่อจากพระบรมชนกนาถ ซึ่งพระองค์มีพระชนมายุ ประมาณ ๓๐ พรรษาทรงเป็นที่เทิดทูนจงรักแก่บรรดาเสนาข้าราชบริพารและพสกนิกรทั้งปวง ด้วยเพราะน้ำพระราชหฤทัยอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ในด้านพระราชกรณียกิจนั้น พระองค์ก็ทรงบริหารราชการแผ่นดินอย่างหนัก เพื่อสานต่อพระราโชบายของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงและทรงปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความพัฒนารุ่งเรืองอีกหลายต่อหลายด้าน ทรงริเริ่มจัดตั้งกองเสือป่า และลูกเสือ เพื่อปลูกฝั่งให้เด็กไทยมีความรักชาติและมีความกล้าหาญ นำวิชาทหารแบบใหม่ที่ได้ทรงศึกษามาเป็นแบบอย่างในการจัดระเบียบ กฎเกณฑ์ในการทหารใหม่ให้มีระบบทัดเทียมอารยประเทศ ทรงนำประเทศเข้าร่วมเป็นพันธมิตรในมหาสงครามโลก ครั้งที่ ๑ ด้วยพระปรีชาญาณอันลึกซึ้งจึงเป็นผลให้เกิดประโยชน์แก่แผ่นดินมากมายภายหลังที่พันธมิตรชนะสงคราม ทรงเปลี่ยนแปลงธงชาติไทยจากรูปช้างเผือกมาเป็นธงไตรรงค์ ทรงออกพระราชบัญญัตินามสกุล ทรงเป็นนักประชาธิปไตยทรงสร้างเมืองดุสิตธานีเป็นเมืองจำลองประชาธิปไตย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นกษัตริย์ศิลปิน ทรงใส่พระทัยในการละคร การประพันธ์วรรณศิลป์วรรณกรรมทั้งปวง ทรงเป็นนักอักษรศาสตร์ที่ปราดเปรื่อง จนได้รับการขนานพระนามว่า "สมเด็จพระมหาธีราชเจ้า" พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงใฝ่พระทัยอยู่กับการประพันธ์และการปกครองประเทศจนมิได้ทรงมีพระมเหสีเลยจนกระทั่งพระชนมายุ ๔๐ พรรษาแล้ว และทรงตั้งพระทัยว่าจะมีพระมเหสีเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น แต่ทว่าเมื่อพระนางเธอลักษมีลาวัณมิอาจมีพระราชโอรสถวายได้ พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ รับเจ้าจอมอีกท่านซึ่งได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระวรชายาเธอพระอินทรศักดิ์ศจีและต่อมาเป็นสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจีเมื่อทรงพระครรภ์
หากทว่าเป็นที่น่าเสียดายนัก พระราชกุมารในพระครรภ์ทรงตกเสียถึงสองครั้งสองคราว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงรับเจ้าจอมอีกท่านหนึ่งและทรงจดทะเบียนอภิเษกสมรสด้วยและทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียว ประสูติแต่พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี คือ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพ็ชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพรรณวดี ประสูติก่อนที่พระบรมชนกนาถสวรรคตเพียง ๒ ชั่วโมง ในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๔๖๘
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมายุเพียง ๔๕ พรรษา ยังทรงอยู่ในพระชนมายุที่กำลังมุ่งมั่นพระราชหฤทัยในการปกครองทำนุบำรุงแผ่นดินได้อย่างเต็มที่ หากทว่า โรคร้ายและการเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นเป็นสิ่งที่ยากจะต่อสู้หรือขจัดไปได้ พระโรคโลหิตเป็นพิษได้รุกรานพระชนม์ชีพอย่างกระทันหันยิ่งนักรวมเวลา ๑๕ ปีที่พระองค์เสด็จอยู่ในสิริราชสมบัติแห่งจักรีบรมราชวงศ์
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัส เดือนอ้าย ขึ้น ๑๑ ค่ำ ปีฉลู จุลศักราช ๑๒๘๗ ตรงกับวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๔๖๘
กวีและวรรณกรรม
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ไว้หลายด้าน อาทิ
ประเภทวรรณคดี - พระนลคำหลวง นารายณ์สิบปาง ศกุนตลา มัทนะพาธา ฯลฯ
ประเภทบทละคร - หัวใจนักรบ พระร่วง โรมิโอและจูเลียต ตามใจท่าน เวนิชวาณิช ฯลฯ
ประเภทธรรมะ - เทศนาเสือป่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร พระบรมราโชวาทในงานวิสาขบูชา ฯลฯ
ประเภทประวัติศาสตร์โบราณคดี – เที่ยวเมืองพระร่วง สันนิษฐานเรื่องพระร่วง เที่ยวเมืองอียิปต์
สันนิษฐานเรื่องท้าวแสนปม ฯลฯ
ประเภททหาร - การสงครามป้อมค่ายประชิด พันแหลม ความเจริญแห่งปืน ฯลฯ
ประเภทปลุกชาติ - เมืองไทยจงตื่นเถิด ยิวแห่งบูรพาทิศ ปลุกใจเสือป่า โคลนติดล้อ ลัทธิเอาอย่าง
ประเภทนิทาน - นิทานทองอิน นิทานทหารเรือ นิทานชวนขัน ฯลฯประเภทกฎหมาย - กฎหมายทะเล หัวข้อกฎหมายนานาประเทศแผนกคดีเมือง
ประเภทการเมือง - ความกระจัดกระจายแห่งเมืองจีน การจราจลในรัสเซีย ปกิณกคดีของอัศวพาหุ
ประเภทสุขวิทยา - กันป่วย
พระองค์ทรงอุตสาหะพระราชนิพนธ์หนังสือต่าง ๆ แล้ว ยังโปรดให้ตั้ง วรรณคดีสโมสร เพื่อส่งเสริมการประพันธ์ด้านภาษาไทย นอกจากนี้ยังได้ทรงออกหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ หลายฉบับด้วยกัน เช่น ทวีปัญญา เมื่อครั้งตั้ง ทวีปัญญาสโมสร ในสมัยก่อนขึ้นครองราชย์ และสมัยที่เสวยราชสมบัติแล้วหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียงคือ ดุสิตสมิต ในการพระราชนิพนธ์หนังสือต่าง ๆ พระองค์ทรงใช้ทั้งพระนามจริงและพระนามแฝงในโอกาสต่างๆ ดังนี้
เรื่องเกี่ยวกับการเมืองและบทปลุกใจ ใช้พระนามแฝงว่า อัศวพาหุ
สำหรับบทละคร ใช้พระนามแฝงว่า ศรีอยุธยา นายแก้วนายขวัญ พระขรรค์เพชรสำหรับบันเทิงคดีและสารคดีต่าง ๆ ที่ทรงแปลจากภาษาต่างประเทศ ใช้พระนามแฝงว่า รามจิตติ
สำหรับเรื่องที่เกี่ยวกับทหารเรือ ใช้พระนามแฝงว่า พันแหลม
สำหรับนิทานต่าง ๆ ใช้พระนามแฝงว่า น้อยลา สุครีพ
ด้วยเหตุนี้เอง มหาชนทั่วไปจึงพร้อมกันถวายพระสมัญญาให้แก่พระองค์ท่านว่า สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า
พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส) ทรงใช้นามปากกาว่า น.ม.ส.
บทพระนิพนธ์ที่สำคัญได้แก่ กนกนคร นิทานเวตาล พระนลคำฉันท์ จดหมายจางวางหร่ำ ลิลิตสามกรุง นางพญาฮองไทเฮา
เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ใช้นามปากกาว่า ครูเทพ
ผลงานที่สำคัญไดแก่ ชุดโคลงกลอนของครูเทพ แบบเรียนต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับครูและนักเรียน เช่น ตรรกวิทยา ตำราเรขาคณิต พีชคณิต ชุดแบบสอนอ่านธรรมจริยา ชนิดที่เป็นบทละครพูด ได้แก่ เรื่องบ๋อยใหม่ แม่ศรีครัว หมั้นไว้ และตาเงาะ และได้ประพันธ์บทเพลงอมตะไว้เพลงหนึ่งคือ กราวกีฬา
ผลงานที่สำคัญไดแก่ ชุดโคลงกลอนของครูเทพ แบบเรียนต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับครูและนักเรียน เช่น ตรรกวิทยา ตำราเรขาคณิต พีชคณิต ชุดแบบสอนอ่านธรรมจริยา ชนิดที่เป็นบทละครพูด ได้แก่ เรื่องบ๋อยใหม่ แม่ศรีครัว หมั้นไว้ และตาเงาะ และได้ประพันธ์บทเพลงอมตะไว้เพลงหนึ่งคือ กราวกีฬา
เสถียรโกเศศและนาคะประทีปซึ่งเป็นนามปากกาของ พระยาอนุมานราชธน (ยง เสถียรโกเศศ)และ
พระสาระประเสริฐ (ตรี นาคะประทีป) ผลงานที่สำคัญคือเรื่อง กามนิต นิยายเบงคลี นิยายทศมนตรี หิโตประเทศ บันเทิงทศวารและลัทธิของเพื่อน
พระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ์) ผู้แต่ง อิลราชคำฉันท์
พระยาอุปกิตศิลปสาร(นิ่ม กาญจนาชีวะ) ผู้ใช้นามปากกาว่า อ.น.ก. ผลงานที่สำคัญคือ แบบเรียนชุดตำราไวยากรณ์ไทย 4 เล่ม คือ อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์และฉันทลักษณ์
ด้านการปกครอง
การปรับปรุงการระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง
แยกกรมทหารเรือเดิมออกจากกระทรวงกลาโหม มาตั้งเป็นกระทรวงทหารเรือ จัดตั้งกระทรวงมุรธาธรขึ้นมาใหม่ ตั้งสภาเผยแผ่พาณิชย์(ต่อมาเป็นกระทรวงพาณิชย์) รวบรวมกรมช่างสิบหมู่ จัดตั้งเป็น กรมศิลปากร ปรับปรุงกระทรวงโยธาธิการแล้วเปลี่ยนชื่อเป็น กระทรวงคมนาคม โอนกรมธรรมการไปขึ้นกับกระทรวงวัง แล้วเปลี่ยนชื่อกระทรวงธรรมการเป็น กระทรวงศึกษาธิการ รวมกระทรวงนครบาลเข้ากับกระทรวงมหาดไทย สร้างสนาม บินดอนเมือง และ ตั้งกองบิน ขึ้นเมื่อ 27 มีนาคม พ.ศ. 2457 ให้มีฐานะเทียบเท่า กรม สังกัดกองทัพบก ต่อมาได้ขยายงานมาเป็น กรมอากาศยาน แล้วกลายมาเป็น กองทัพอากาศ
การปรับปรุงการระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค
โปรดให้รวมมณฑลที่อยู่ใกล้กันจัดตั้งเป็น ภาค แต่ละภาคมี อุปราช มีอำนาจตรวจตราเหนือ สมุหเทศาภิบาลในภาคนั้น ๆ และยังทำหน้าที่เป็นสมุหเทศาภิบาลประจำมณฑลซึ่งตั้งเป็นสำนักงานภาคนั้นด้วย ตำแหน่ง อุปราช และ สมุหเทศาภิบาล ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ ไม่ต้องขึ้นต่อกระทรวงมหาดไทย
ส่วนกรุงเทพฯ ซึ่งมีศักดิ์เสมอด้วยมณฑลหนึ่งนั้น ให้มีสมุหเทศาภิบาล เป็นหัวหน้าขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทย โปรดให้เปลี่ยนชื่อ เมืองเป็น จังหวัด
การวางรากฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ในสมัยรัชกาลที่ 6 ถึงแม้ว่าจะจัดการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนอย่างมาก ประจักษ์พยานที่สำคัญก็คือทรงยอมรับการวิจารณ์จากนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ ที่เขียนบทความกล่าวโจมตีรัฐบาล จนดูเหมือนว่าประเทศของเรา มีการ ปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างเต็มที่แล้ว พระองค์ได้วางแผนให้ข้าราชการของพระองค์รู้จักการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยจัดสร้างนครจำลองขึ้นเพื่อฝึกฝนให้ข้าราชบริพารของพระองค์ ให้ได้รู้จักและเข้าใจการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในวันข้างหน้า นครจำลองนี้ได้พระราชทานนามว่า ดุสิตธานี เพราะเดิมตั้งอยู่ในเขตพระราชวังดุสิต ภายหลังได้ย้ายมาอยู่ที่ พระราชวังพญาไท (โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า) ภายในดุสิตธานี จะจำลองสถานที่สำคัญต่าง ๆ ไว้ อาทิ ที่ทำการรัฐบาล วัดวาอาราม บ้านเรือนราษฎร ที่ทำการไปรษณีย์ การไฟ้า ประปาและมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานครบทั้งหมด ในนครจำลองนี้จัดให้มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง มีประชาชนที่อาศัยอยู่ในนครดุสิตธานี เรียกว่า ทวยนาคร โดยทวยนาคร จะทำหน้าที่เลือกตั้ง ผู้แทนราษฎรเข้าไปเป็นกรรมการในคณะนคราภิบาล เรียกว่า เชษฐบุรุษ ซึ่ง เชษฐบุรุษ จะเลือกตั้งคณะรัฐบาลบริหารนครนี้ เรียกว่า คณะนคราภิบาล มีการพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ทวยนาครในดุสิตธานี ซึ่งเรียกว่า ธรรมนูญลักษณะปกครองคณะนคราภิบาล พระพุทธศักราช 2461 และมีการประกาศใช้ กฎธานิโยปการ ในนครนี้ด้วย กฎธานิโยปการเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการเก็บภาษีอากร ภาษีที่ดิน ค่าน้ำประปา ค่าไฟ ฯลฯ เพื่อนำไปทำนุบำรุงนครดุสิตธานี
เหตุการณ์ ร.ศ. 130
เมื่อรัชกาลที่ 6 ขึ้นครองราชย์ มีคณะบุคคลกลุ่มหนึ่ง ประกอบด้วย ทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบประชาธิปไตย โดยมี ร.อ. ขุนทวยหาญพิทักษ์ (นายแพทย์ เหล็ง ศรีจันทร์ ) เป็นหัวหน้า คณะปฏิวัติรุ่นนี้มีชื่อเรียกกันในเวลาต่อมาว่า คณะปฏิวัติ ร.ศ. 130
คณะปฏิวัติได้กำหนดจะทำการปฏิวัติในพระราชพิธีสัจปานกาลถือน้ำพิพัฒน์สัตยาตามธรรมเนียม ที่เคยปฏิบัติมาทุกปี แต่ทำไม่สำเร็จเพราะมีสมาชิกในคณะปฏิวัตินำข่าวมาบอกแก่รัฐบาล ทำให้ คณะปฏิวัติ ถูกจับกุม เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเรียกว่า กบฎ ร.ศ. 130 ผู้นำข่าวมาแจ้งรัชกาลที่ 6 คือ ร.อ. หลวงสินาดโยธารักษ์ (ยุทธ หรือ แต้ม คงอยู่) ภายหลังได้เลื่อนขึ้นเป็น พ.อ. พระยากำแพงรามภัคดี ต่อมาภายหลังผูกคอตายในห้องขังเมื่อคราวถูกจับกุมในคดีกบฏบวรเดช เมื่อ พ.ศ. 2476 ผู้นำในคณะปฏิวัติ ร.ศ. 130 ถูกศาลตัดสินให้ประหารชีวิต รวม 3 คน แต่รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานอภัยโทษ และถูกปล่อยตัวทั้งหมดภายหลัง
การปรับปรุงกฎหมายและการศาล
1. จัดระเบียบการศาลใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2455 โดยให้แยกหน้าที่ราชการในกระทรวงยุติธรรมออกเป็น ฝ่ายธุรการ และฝ่ายตุลาการ และให้ศาลฎีกามาสังกัดกระทรวงยุติธรรม และ ได้โปรดให้ตั้งตำแหน่งอธิบดีศาลฎีกา ขึ้น
2. ประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นครั้งแรก
ส่งเสริมวิชาการกฎหมาย ให้ยกฐานะโรงเรียนกฎหมายที่ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ให้เป็นโรงเรียนหลวงสังกัดกระทรวงยุติธรรม โปรดให้ตั้งสภานิติศึกษา ขึ้น มีหน้าที่สำหรับจัดระเบียบกับวางหลักสูตรการศึกษาของโรงเรียนกฎหมาย และโปรดให้จัดตั้ง เนติบัณฑิตยสภา ขึ้น เป็นสภาในพระบรมราชูปถัมภ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาวิชากฎหมายและการว่าความ ควบคุมจรรยาความประพฤติของทนายความ
ในสมัยรัชกาลที่ 6 ถึงแม้ว่าจะจัดการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนอย่างมาก ประจักษ์พยานที่สำคัญก็คือทรงยอมรับการวิจารณ์จากนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ ที่เขียนบทความกล่าวโจมตีรัฐบาล จนดูเหมือนว่าประเทศของเรา มีการ ปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างเต็มที่แล้ว พระองค์ได้วางแผนให้ข้าราชการของพระองค์รู้จักการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยจัดสร้างนครจำลองขึ้นเพื่อฝึกฝนให้ข้าราชบริพารของพระองค์ ให้ได้รู้จักและเข้าใจการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในวันข้างหน้า นครจำลองนี้ได้พระราชทานนามว่า ดุสิตธานี เพราะเดิมตั้งอยู่ในเขตพระราชวังดุสิต ภายหลังได้ย้ายมาอยู่ที่ พระราชวังพญาไท (โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า) ภายในดุสิตธานี จะจำลองสถานที่สำคัญต่าง ๆ ไว้ อาทิ ที่ทำการรัฐบาล วัดวาอาราม บ้านเรือนราษฎร ที่ทำการไปรษณีย์ การไฟ้า ประปาและมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานครบทั้งหมด ในนครจำลองนี้จัดให้มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง มีประชาชนที่อาศัยอยู่ในนครดุสิตธานี เรียกว่า ทวยนาคร โดยทวยนาคร จะทำหน้าที่เลือกตั้ง ผู้แทนราษฎรเข้าไปเป็นกรรมการในคณะนคราภิบาล เรียกว่า เชษฐบุรุษ ซึ่ง เชษฐบุรุษ จะเลือกตั้งคณะรัฐบาลบริหารนครนี้ เรียกว่า คณะนคราภิบาล มีการพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ทวยนาครในดุสิตธานี ซึ่งเรียกว่า ธรรมนูญลักษณะปกครองคณะนคราภิบาล พระพุทธศักราช 2461 และมีการประกาศใช้ กฎธานิโยปการ ในนครนี้ด้วย กฎธานิโยปการเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการเก็บภาษีอากร ภาษีที่ดิน ค่าน้ำประปา ค่าไฟ ฯลฯ เพื่อนำไปทำนุบำรุงนครดุสิตธานี
เหตุการณ์ ร.ศ. 130
เมื่อรัชกาลที่ 6 ขึ้นครองราชย์ มีคณะบุคคลกลุ่มหนึ่ง ประกอบด้วย ทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบประชาธิปไตย โดยมี ร.อ. ขุนทวยหาญพิทักษ์ (นายแพทย์ เหล็ง ศรีจันทร์ ) เป็นหัวหน้า คณะปฏิวัติรุ่นนี้มีชื่อเรียกกันในเวลาต่อมาว่า คณะปฏิวัติ ร.ศ. 130
คณะปฏิวัติได้กำหนดจะทำการปฏิวัติในพระราชพิธีสัจปานกาลถือน้ำพิพัฒน์สัตยาตามธรรมเนียม ที่เคยปฏิบัติมาทุกปี แต่ทำไม่สำเร็จเพราะมีสมาชิกในคณะปฏิวัตินำข่าวมาบอกแก่รัฐบาล ทำให้ คณะปฏิวัติ ถูกจับกุม เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเรียกว่า กบฎ ร.ศ. 130 ผู้นำข่าวมาแจ้งรัชกาลที่ 6 คือ ร.อ. หลวงสินาดโยธารักษ์ (ยุทธ หรือ แต้ม คงอยู่) ภายหลังได้เลื่อนขึ้นเป็น พ.อ. พระยากำแพงรามภัคดี ต่อมาภายหลังผูกคอตายในห้องขังเมื่อคราวถูกจับกุมในคดีกบฏบวรเดช เมื่อ พ.ศ. 2476 ผู้นำในคณะปฏิวัติ ร.ศ. 130 ถูกศาลตัดสินให้ประหารชีวิต รวม 3 คน แต่รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานอภัยโทษ และถูกปล่อยตัวทั้งหมดภายหลัง
การปรับปรุงกฎหมายและการศาล
1. จัดระเบียบการศาลใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2455 โดยให้แยกหน้าที่ราชการในกระทรวงยุติธรรมออกเป็น ฝ่ายธุรการ และฝ่ายตุลาการ และให้ศาลฎีกามาสังกัดกระทรวงยุติธรรม และ ได้โปรดให้ตั้งตำแหน่งอธิบดีศาลฎีกา ขึ้น
2. ประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นครั้งแรก
ส่งเสริมวิชาการกฎหมาย ให้ยกฐานะโรงเรียนกฎหมายที่ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ให้เป็นโรงเรียนหลวงสังกัดกระทรวงยุติธรรม โปรดให้ตั้งสภานิติศึกษา ขึ้น มีหน้าที่สำหรับจัดระเบียบกับวางหลักสูตรการศึกษาของโรงเรียนกฎหมาย และโปรดให้จัดตั้ง เนติบัณฑิตยสภา ขึ้น เป็นสภาในพระบรมราชูปถัมภ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาวิชากฎหมายและการว่าความ ควบคุมจรรยาความประพฤติของทนายความ
ศาสนา
ส่งเสริมการสอนพระพุทธศาสนาในด้านต่าง ๆ ทรงสนับสนุนให้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา วชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้าองค์สกลมหาสังฆปรินายกในเวลานั้น ปรับปรุงแก้ไขการศึกษาและการสอบพระปริยัติธรรม เช่น ได้เปลี่ยนแปลงการสอบไล่ พระปริยัติธรรม จากวิธีการแปลด้วยปากมาเป็นวิธีเขียน จัดตั้งหลักสูตรนักธรรมและบาลีขึ้น ซึ่งได้ยึดเป็นแบบแผนจนถึงปัจจุบัน
ส่วนการบูรณะ ปฏิสังขรณ์วัดและปูชนียสถานนั้น ทรงมีพระราชดำริว่า วัดต่าง ๆ ในเวลานี้มีอยู่มากจนเหลือกำลังที่จะทำนุบำรุงดูแลให้ทั่วถึง อีกทั้งในเวลานี้ การศึกษาและสถานศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ จำเป็น ยิ่งกว่าวัดเสียแล้ว ฉะนั้นจึงมิได้โปรดให้สร้างวัดเพิ่มขึ้นอีกแล้วเปลี่ยนมาสร้างโรงเรียนแทน ดังนั้นนับแต่ รัชกาลนี้เป็นต้นมา การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในด้านวัตถุ จึงมุ่งไปในด้านการบูรณะปฏิสังขรณ์เป็นสำคัญและประเพณีการสร้างวัดประจำรัชกาล ก็ได้เลิกล้มไปในคราวนั้นด้วย วัดที่สำคัญที่มีการบูรณะ ได้แก่ วัดพระศรี รัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดบวรนิเวศวิหาร วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ ส่วนวัดในหัวเมือง ได้แก่ สร้างวิหารสำหรับประดิษฐาน พระร่วงโรจนฤทธิ์ ไว้ที่ วัดพระปฐมเจดีย์ นครปฐม วัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดอยุธยา นอกจากนี้ยังได้สร้างพระพุทธรูปขึ้นอีก เช่น พระแก้วมรกตน้อย ซึ่งสร้างด้วยช่างชาวรัสเซีย พระนิโรคันตราย ซึ่งโปรดฯ ให้หล่อขึ้น 16 องค์ แล้วพระราชทานไปไว้ตาม วัดมหานิกาย ทำนองเดียวกับรัชกาลที่ 4 ได้สร้าง พระนิรันตราย พระราชทานไว้ตามวัดธรรมยุติกนิกาย
ส่วนการบูรณะ ปฏิสังขรณ์วัดและปูชนียสถานนั้น ทรงมีพระราชดำริว่า วัดต่าง ๆ ในเวลานี้มีอยู่มากจนเหลือกำลังที่จะทำนุบำรุงดูแลให้ทั่วถึง อีกทั้งในเวลานี้ การศึกษาและสถานศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ จำเป็น ยิ่งกว่าวัดเสียแล้ว ฉะนั้นจึงมิได้โปรดให้สร้างวัดเพิ่มขึ้นอีกแล้วเปลี่ยนมาสร้างโรงเรียนแทน ดังนั้นนับแต่ รัชกาลนี้เป็นต้นมา การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในด้านวัตถุ จึงมุ่งไปในด้านการบูรณะปฏิสังขรณ์เป็นสำคัญและประเพณีการสร้างวัดประจำรัชกาล ก็ได้เลิกล้มไปในคราวนั้นด้วย วัดที่สำคัญที่มีการบูรณะ ได้แก่ วัดพระศรี รัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดบวรนิเวศวิหาร วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ ส่วนวัดในหัวเมือง ได้แก่ สร้างวิหารสำหรับประดิษฐาน พระร่วงโรจนฤทธิ์ ไว้ที่ วัดพระปฐมเจดีย์ นครปฐม วัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดอยุธยา นอกจากนี้ยังได้สร้างพระพุทธรูปขึ้นอีก เช่น พระแก้วมรกตน้อย ซึ่งสร้างด้วยช่างชาวรัสเซีย พระนิโรคันตราย ซึ่งโปรดฯ ให้หล่อขึ้น 16 องค์ แล้วพระราชทานไปไว้ตาม วัดมหานิกาย ทำนองเดียวกับรัชกาลที่ 4 ได้สร้าง พระนิรันตราย พระราชทานไว้ตามวัดธรรมยุติกนิกาย
พระร่วงโรจนฤทธิ์ ประดิษฐานในซุ้มวิหารหน้าองค์พระปฐมเจดีย์ (ทิศเหนือ)สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งได้พระเศียรพระหัตถ์ และพระบาท มาจากเมืองศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย แล้วโปรดฯให้ช่างทำรูปปั้นขี้ผึ้ง ปฏิสังขรณ์ให้บริบูรณ์ เต็มองค์ ทำพิธีหล่อที่วัดพระเชตุพนฯเมื่อ พ.ศ. 2456 เป็นพระพุทธรูปยืนปาง-ประทานอภัย เสร็จแล้วอัญ เชิญไปประดิษฐานไว้ในซุ้มวิหารด้านเหนือ ตรงกับบันไดใหญ่ และพระราชทานนามว่าพระร่วงโรจนฤทธิ์ ศรี อินทราทิตย์ ธรรม-โมภาส มหาวชิราวุธราชปูชนียบพิตรและที่ฐานพระพุทธรูปองค์นี้ เป็นที่บรรจุพระอังคาร ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ด้านเศรษฐกิจ
การเก็บเงินรัชชูปการ เงินรัชชูปการคือ เงินส่วย ที่เก็บจากไพร่ส่วย โดยปรกติยามสงบชายไทยทุกคน ที่สังกัดมูลนาย หรือ ที่เรียกว่า ไพร่หลวง ทำหน้าที่รับราชการ ช่วยกันทำนุบำรุงและป้องกันประเทศชาติ ในยามปรกติ ต้องมีหน้าที่เข้ารับราชการปีละ 6 เดือน ในสมัยกรุงธนบุรี ลดเหลือปีละ 4 เดือน และ ในสมัย รัตนโกสินทร์ตอนต้น ลดเหลือ 3 เดือน ผู้ใดไม่ต้องการเข้าเกณฑ์แรงงาน ก็หาสิ่งของหรือเงินมาทดแทนการเกณฑ์แรงงานได้ ซึ่งผู้ที่ใช้เงินหรือสิ่งของมาแทนแรงงาน เรียกว่า ไพร่ส่วย ส่วนเงิน ที่ใช้แทนแรงงานเรียกว่า ส่วย ในสมัยรัชกาลที่ 5 เรียกว่า เงินค่าราชการ ในสมัยรัชกาลที่ 6 เรียกว่าเงินรัชชูปการ ในสมัย รัชกาลที่ 1 นั้น ไพร่ส่วยเสียเงินค่าราชการ ปีละ 18 บาท เท่ากับคิดในอัตราเดือนละ 6 บาท ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการตราพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ทางราชการยินยอมให้ผู้ไม่ถูกเกณฑ์ทหารเสียเงินค่าราชการเพียงปีละ 6 บาท เท่ากับว่าไพร่ต้องเข้าเวรปีละ 1 เดือน ในสมัยรัชกาลที่ 6 เรียกว่าเงินรัชชูปการ โดยกำหนดให้ ชายฉกรรจ์ ที่มีอายุ 18 – 60 ปีและข้าราชการ ต้องเสียเงินรัชชูปการ ยกเว้น ทหาร ตำรวจ พระภิกษุสามเณร กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและผู้ที่มีร่างกายทุพพลภาพไม่ต้องเสียเงินรัชชูปการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2468 ได้ประกาศใช้ประมาลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ก็ให้เก็บจากบุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้วคือเก็บจากชายที่มีอายุ 20 – 60 ปี
ด้านสาธารณูปโภค การคมนาคมขนส่งและการสื่อสาร
จัดตั้งกรมรถไฟหลวง โดยรวม กรมรถไฟสายเหนือและกรมรถไฟสายใต้ เข้าด้วยกัน เมื่อ 5 มิถุนายน 2460 แล้วโปรดฯให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินเป็นผู้บังคับบัญชา
ขยายทางรถไฟ อาทิ ทางสายเหนือถึงเชียงใหม่ โดยมีการขุดอุโมงค์ลอดเขาขุนตาล ซึ่งเป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย สร้างสะพานพระราม 6 เพื่อเชื่อมทางรถไฟสายเหนือและสายใต้สายตะวันออกขยายถึงอรัญประเทศ สายใต้ถึงปาดังเบซาร์
เริ่มวางรากฐานการคมนาคมทางอากาศ โดยทดลองบิน ณ สนามราชกรีฑาสโมสร ต่อมาได้กำเนิดกรมอากาศยานขึ้น และสร้างสนามบินดอนเมือง
กำเนิดการวิทยุโทรเลข ได้โปรดให้กระทรวงทหารเรือ เริ่มจัดตั้งสถานีวิทยุโทรเลขขึ้นสองสถานีคือที่ตำบลศาลาแดงจังหวัดกรุงเทพฯ และ จังหวัดสงขลาต่อมากิจการนี้ได้มารวมกับกรมไปรษณีย์โทรเลข
จัดตั้งกรมทดน้ำ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น กรมชลประทาน มีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่กั้นลำน้ำป่าสัก บริเวณตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระราชทานนามว่า เขื่อนพระราม 6
รัชกาลที่ 6 พร้อมด้วยบรรดาพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร่วมกันบริจาคพระราชทรัพย์ สมทบกับเงินทุนที่เหลือจากคราวจัดตั้งสภาอุณาโลมแดง ก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ เพื่อถวายเป็นพระราชอนุสรณ์ แห่งองค์สมเด็จพระบรมราชชนกนาถ
การตั้งปาสตุรสภา สาเหตุเพราะพระธิดาของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ต้องสิ้นพระชนม์ด้วยโรคพิษสุนัขบ้า จึงประกาศเรี่ยไรบอกบุญและพระราชทานทรัพย์ช่วยสร้างสถานปาสเตอร์ขึ้น ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น ปาสตุรสภา เพื่อให้เกียรติแก่ หลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสผู้คนพบวัคซินชนิดนี้
ตั้งสถานเสาวภา เพื่อเป็นเกียรติแด่ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในปี พ.ศ. 2466 ได้เปิดสวนงู ขึ้นในสถานเสาวภาเพื่อใช้เป็นแหล่งผลิตเซรุ่มฉีดแก้พิษงู
ตั้งกรมสาธารณสุข โดยโอนงานการสุขาภิบาลทั้งหมด มาสังกัดอยู่ในกระทรวงมหาดไทย
ตั้งกองอนุกาชาด โดยสภากาชาดไทยได้จัดให้มี การอนุกาชาด ขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2465 เพื่อฝึกให้เด็กได้ใฝ่ใจในการอนามัยและปลูกฝังให้มีจิตใจเมตตากรุณา รู้จักบำเพ็ญประโยชน์
ตั้งสถานีประชานามัยพิทักษ์ ขึ้นเพื่อช่วยดูแลรักษาอนามัยให้แก่ประชาชนและแนะนำวิธีพยาบาลคนไข้ตามเคหสถานบ้านเรือน พร้อมกันนี้ก็โปรดให้ตั้ง โรงเรียนนางสุขาภิบาล ขึ้น เพื่ออบรมนักเรียนที่สำเร็จวิชาพยาบาลมาแล้ว เข้าบรรจุประจำตามสถานีประชานามัยพิทักษ์ ต่อมาสถานีประชานามัยพิทักษ์ เปลี่ยนชื่อเป็น สถานีอนามัย
กำเนิดสหกรณ์ โดยมีการจัดตั้งสหกรณ์แห่งแรก คือสหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้ มีสำนักงานอยู่ที่ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมีพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ (พระบิดาแห่งการสหกรณ์) เป็นนายทะเบียนพระองค์แรก
ตั้งคลังออมสิน เนื่องจากประชาชนได้รับความเดือดร้อน มีผู้ร้องเรียนว่าการรักษาทรัพย์สมบัตินั้น ยากลำบาก ไม่ทราบว่าจะนำทรัพย์ที่หามาได้ไปฝากไว้ที่ใดจึงจะปลอดภัย เพราะมีการปล้นสดมหรือฉ้อโกง จึงโปรดเกล้าให้ตราพระราชบัญญัติคลังออมสิน คลังออมสินนี้ได้วิวัฒนาการมาเป็น ธนาคารออมสิน ในปัจจุบัน
ด้านสาธารณูปโภค การคมนาคมขนส่งและการสื่อสาร
จัดตั้งกรมรถไฟหลวง โดยรวม กรมรถไฟสายเหนือและกรมรถไฟสายใต้ เข้าด้วยกัน เมื่อ 5 มิถุนายน 2460 แล้วโปรดฯให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินเป็นผู้บังคับบัญชา
ขยายทางรถไฟ อาทิ ทางสายเหนือถึงเชียงใหม่ โดยมีการขุดอุโมงค์ลอดเขาขุนตาล ซึ่งเป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย สร้างสะพานพระราม 6 เพื่อเชื่อมทางรถไฟสายเหนือและสายใต้สายตะวันออกขยายถึงอรัญประเทศ สายใต้ถึงปาดังเบซาร์
เริ่มวางรากฐานการคมนาคมทางอากาศ โดยทดลองบิน ณ สนามราชกรีฑาสโมสร ต่อมาได้กำเนิดกรมอากาศยานขึ้น และสร้างสนามบินดอนเมือง
กำเนิดการวิทยุโทรเลข ได้โปรดให้กระทรวงทหารเรือ เริ่มจัดตั้งสถานีวิทยุโทรเลขขึ้นสองสถานีคือที่ตำบลศาลาแดงจังหวัดกรุงเทพฯ และ จังหวัดสงขลาต่อมากิจการนี้ได้มารวมกับกรมไปรษณีย์โทรเลข
จัดตั้งกรมทดน้ำ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น กรมชลประทาน มีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่กั้นลำน้ำป่าสัก บริเวณตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระราชทานนามว่า เขื่อนพระราม 6
รัชกาลที่ 6 พร้อมด้วยบรรดาพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร่วมกันบริจาคพระราชทรัพย์ สมทบกับเงินทุนที่เหลือจากคราวจัดตั้งสภาอุณาโลมแดง ก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ เพื่อถวายเป็นพระราชอนุสรณ์ แห่งองค์สมเด็จพระบรมราชชนกนาถ
การตั้งปาสตุรสภา สาเหตุเพราะพระธิดาของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ต้องสิ้นพระชนม์ด้วยโรคพิษสุนัขบ้า จึงประกาศเรี่ยไรบอกบุญและพระราชทานทรัพย์ช่วยสร้างสถานปาสเตอร์ขึ้น ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น ปาสตุรสภา เพื่อให้เกียรติแก่ หลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสผู้คนพบวัคซินชนิดนี้
ตั้งสถานเสาวภา เพื่อเป็นเกียรติแด่ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในปี พ.ศ. 2466 ได้เปิดสวนงู ขึ้นในสถานเสาวภาเพื่อใช้เป็นแหล่งผลิตเซรุ่มฉีดแก้พิษงู
ตั้งกรมสาธารณสุข โดยโอนงานการสุขาภิบาลทั้งหมด มาสังกัดอยู่ในกระทรวงมหาดไทย
ตั้งกองอนุกาชาด โดยสภากาชาดไทยได้จัดให้มี การอนุกาชาด ขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2465 เพื่อฝึกให้เด็กได้ใฝ่ใจในการอนามัยและปลูกฝังให้มีจิตใจเมตตากรุณา รู้จักบำเพ็ญประโยชน์
ตั้งสถานีประชานามัยพิทักษ์ ขึ้นเพื่อช่วยดูแลรักษาอนามัยให้แก่ประชาชนและแนะนำวิธีพยาบาลคนไข้ตามเคหสถานบ้านเรือน พร้อมกันนี้ก็โปรดให้ตั้ง โรงเรียนนางสุขาภิบาล ขึ้น เพื่ออบรมนักเรียนที่สำเร็จวิชาพยาบาลมาแล้ว เข้าบรรจุประจำตามสถานีประชานามัยพิทักษ์ ต่อมาสถานีประชานามัยพิทักษ์ เปลี่ยนชื่อเป็น สถานีอนามัย
กำเนิดสหกรณ์ โดยมีการจัดตั้งสหกรณ์แห่งแรก คือสหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้ มีสำนักงานอยู่ที่ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมีพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ (พระบิดาแห่งการสหกรณ์) เป็นนายทะเบียนพระองค์แรก
ตั้งคลังออมสิน เนื่องจากประชาชนได้รับความเดือดร้อน มีผู้ร้องเรียนว่าการรักษาทรัพย์สมบัตินั้น ยากลำบาก ไม่ทราบว่าจะนำทรัพย์ที่หามาได้ไปฝากไว้ที่ใดจึงจะปลอดภัย เพราะมีการปล้นสดมหรือฉ้อโกง จึงโปรดเกล้าให้ตราพระราชบัญญัติคลังออมสิน คลังออมสินนี้ได้วิวัฒนาการมาเป็น ธนาคารออมสิน ในปัจจุบัน
พระราชกรณียกิจ
ด้านการศึกษา
ในด้านการศึกษา ทรงริเริ่มสร้างโรงเรียนขึ้นแทนวัดประจำรัชกาล ได้แก่ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง ซึ่งในปัจจุบันคือโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ทั้งยังทรงสนับสนุนกิจการของโรงเรียนราชวิทยาลัยซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นในปี พ.ศ. 2440 (ปัจจุบันคือโรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์) และในปี พ.ศ. 2459 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐาน “โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ขึ้นเป็น “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยการเปิดโรงเรียนในเมืองเหนือ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศสยามมกุฎราชกุมารได้เสด็จพระราชทานนามโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2449 ซึ่งไม่เป็นเพียงแต่การนำรูปแบบการศึกษาตะวันตกมายังหัวเมืองเหนือเท่านั้น แต่ยังแฝงนัยการเมืองระหว่างประเทศเอาไว้ด้วย[16] เห็นได้จากการเสด็จประพาสมณฑลพายัพทั้งสองครั้งระหว่าง พ.ศ. 2448-2450 พระองค์ได้ทรงสนพระทัยในกิจการโรงเรียนที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น โดยพระองค์ทรงบันทึกไว้ในพระราชนิพนธ์ "เที่ยวเมืองพระร่วง" และ "ลิลิตพายัพ"[16] ทั้งนี้ เป้าหมายของการจัดการศึกษายังแฝงประโยชน์ทางการเมืองที่จะให้ชาวท้องถิ่นกลมเกลียวกับไทยอีกด้วย[16]ด้านการเศรษฐกิจ
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติคลังออมสิน พ.ศ. 2456 ขึ้น เพื่อให้ประชาชนรู้จักออมทรัพย์และเพื่อความมั่นคงในด้านเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งยังทรงริเริ่มก่อตั้งบริษัทปูนซิเมนต์ไทยขึ้นด้านการคมนาคม
ในปี พ.ศ. 2460 ทรงตั้งกรมรถไฟหลวง และเริ่มเปิดการเดินรถไฟสายกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ สายใต้จากธนบุรีเชื่อมกับปีนังและสิงคโปร์ อีกทั้งยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานพระราม 6 เพี่อเชื่อมทางรถไฟไปยังภูมิภาคอื่นด้านศิลปวัฒนธรรมไทย
ทรงตั้งกรมมหรสพ เพื่อฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมไทย และยังได้ทรงสร้างโรงละครหลวงไว้ในพระราชวังทุกแห่ง นอกจากนี้ ยังทรงสนพระราชหฤทัยด้านจิตรกรรมและสถาปัตยกรรมไทยด้านการต่างประเทศ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศสงครามกับประเทศฝ่ายเยอรมัน ในสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 โดยประเทศไทยได้เข้าร่วมกับประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งประกอบด้วยประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซียเป็นผู้นำ พร้อมทั้งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ส่งทหารไทยอาสาสมัครไปร่วมรบในสมรภูมิยุโรปด้วย ผลของสงครามประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรได้ชัยชนะ ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสเจรจากับประเทศมหาอำนาจหลายประเทศ ในการแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เช่น สนธิสัญญาสิทธิสภาพนอกอาณาเขต สนธิสัญญาจำกัดอำนาจการเก็บภาษีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สนธิสัญญาจำกัดอำนาจกลางประเทศไทยด้านการแพทย์และการสาธารณสุข
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และวชิรพยาบาล และทรงเปิดการประปากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2457ด้านกิจการเสือป่าและลูกเสือ
ทรงจัดตั้งกองเสือป่าเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 และทรงจัดตั้งกองลูกเสือกองแรกขึ้นที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง (วชิราวุธวิทยาลัย ในปัจจุบัน) ด้านการฝึกสอนระบอบประชาธิปไตย ทรงทดลองตั้ง "เมืองมัง" หลังพระตำหนักจิตรลดาเดิม ทรงจัดให้เมืองมัง มีระบอบการปกครองของตนเองตามวิถีทางประชาธิปไตย รวมถึงเมืองจำลอง "ดุสิตธานี" ในพระราชวังดุสิต (ต่อมาทรงย้ายไปที่พระราชวังพญาไท)ด้านวรรณกรรมและหนังสือพิมพ์
ทรงส่งเสริมให้มีการแต่งหนังสือ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติวรรณคดีสโมสร สำหรับในด้านงานหนังสือพิมพ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติสมุด เอกสาร พ.ศ. 2465 ขึ้นขอบคุณที่มาจาก
https://sites.google.com/site/httpsweetcoolcoolkacom/rachkal-thi-6/sersthkic
http://www.thaigoodview.com/library/contest2553/type2/thai04/02/r6.html



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น